ความรู้ 4 ด้าน การลงทุนหุ้น

537 Views

ความรู้ 4 ด้าน การลงทุนหุ้น

1) การเลือกหุ้น (Stock Selection) การเลือกหุ้นดีเป็นและเข้าใจหุ้นนั้นเป็นปัจจัยสำคัยของความสำเร็จในการลงทุน เราแบ่งประเภทของหุ้นดังนี้

หุ้น Growth Stock (หุ้นเติบโต) คือ หุ้นที่มีสินทรัพย์ รายได้ กำไรสูง และขยายตัวมากกว่า หุ้นตัวอื่นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ประเด็นสำคัญ หุ้นตัวนั้นมี “วิธีโต” อย่างไร ซึ่งจะทำให้เรามีความมั่นใจว่า การเติบโตนั้นจะไม่หดตัวลงในภายหลัง ซึ่งดูได้จาก

1.ขยายฐานลูกค้า โดยขยายสาขา ไปในที่ ที่มีกำลังซื้อมาก

2.มียอดขายสูงขึ้น ต่อเนื่อง บางครั้งก้าวกระโดด

3.มียอดสั่งซื้อ หรืองานในมือมาก

4.ต้นทุนต่ำ กำไรสุทธิสูง โตขึ้นทุกปี

5.ลักษณะสินค้าหรือบริการ มีเอกลักษณ์ ทำให้ซื้อแล้ว ต้องซื้อซ้ำ

6. กิจการได้เปรียบทางการตลาดสูง หรือการแข่งขันของสินค้าเป็นแบบผูกขาด


หุ้น Growth Stock (หุ้นเติบโต) คือ หุ้นที่มีราคาสูง (หุ้นดี ราคาแพง) ดูจาก


     อัตราส่วนราคาหารกำไรต่อหุ้น(Price/Earnings Ratio :P/E) สูง
     อัตราส่วนราคาหารมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น(Price /Book Value Ratio :P/BV) สูง


*** มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น = ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ(บาท) / จำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้ว

หุ้น Growth Stock (หุ้นเติบโต) คือ หุ้นที่จ่ายเงินปันผลต่ำ เพราะส่วนใหญ่ กิจการจะนำกำไรไปลงทุนเพื่อขยาย กิจการต่อเนื่อง

ความเสี่ยงของหุ้น Growth Stock (หุ้นเติบโต) คือ การทำธุรกิจแล้วพบว่า สินทรัพย์ รายได้ กำไร ที่เกิดขึ้นจริง ต่ำกว่าที่คาดหวัง ราคาที่เคยซื้อมาสูง อาจทำให้เกิดแรงขายเพราะผิดหวัง ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว รออีกนานกว่าจะกลับมายืนที่เดิม

หุ้น Defensive stock

หุ้นปลอดภัย ” หรือ Defensive Stocks ที่คนส่วนใหญ่ใช้เรียกแทนหุ้นที่มีความผันผวนของราคาต่ำ ขึ้นช้า ลงช้า หรือ ถ้าจะพูดเชิงเทคนิคขึ้นมาหน่อย ก็พอจะอนุมานได้ว่า หุ้นเบต้า (beta) ต่ำ หรือเป็นหุ้นที่มีความผันผวนของราคา เทียบกับความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ค่อนข้างต่ำนั่นเอง   ในยามที่ตลาดลงมากๆ หุ้นปลอดภัยมักจะไม่ลง นักลงทุนจะเลือกเข้าเมื่อตลาดเป็นขาลง และสลับเงินกลับไปสู่ หุ้นเติบโต หรือ หุ้นที่มีราคาผันผวนมากกว่า ที่ลงมาแรงอีกครั้ง เมื่อตลาดหักหัวเป็นขาขึ้น   ตัวอย่าง หุ้นกลุ่มที่คนมักให้เป็นหุ้นปลอดภัย ได้แก่ หุ้นสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา คมนาคม รวมไปถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ REITs (Real Estate Investment Trusts) ต่างๆ

หุ้นปันผล (Dividend Stockคือ หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูง เช่น 6-8% เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ในขณะที่หุ้นเติบโต (Growth Stock) มักจะให้ Dividend Yield ค่อนข้างต่ำ เช่น 1-2% เทียบกับราคาตลาดของหุ้นตัวนั้น

Dividend Stock สามารถให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมั่นคง แต่ก็มีข้อเสียบางอย่างเช่นเดียวกัน กำไรผิดปกติมักไม่เกิดขึ้นสำหรับ หุ้นลักษณะนี้ เพราะบริษัทเหล่านี้มักถูกควบคุม ไม่ให้ทำอะไรบางอย่างเกินเลยจากรัฐ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจควบคุมDividend Stock จึงมีลักษณะคล้ายๆพันธบัตร คือมีความเสี่ยงต่ำในแง่ของผลประกอบการแต่ผลตอบแทนก็จะไม่สูง จากมุมมองของกิจการเอง

                อย่างไรก็ตาม Dividend Stockจะไม่ถือมากในพอร์ตจะถือไว้เพียงจำนวนหนึ่งเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น ในช่วงที่ราคาถูกและหุ้นดียาก แต่ไม่ใช่ช่วงที่จะขายหุ้นในช่วงนี้ Dividend Stockถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุน

หุ้นวัฏจักร

หุ้นวัฏจักร คือ หุ้นของบริษัทที่มีผลกำไร ผลประกอบการ และราคาหุ้น ขึ้นลงตามแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจนั่นเองครับ ช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ หุ้นแบบนี้จะรุ่งเรืองมากๆ (จนอาจทำให้นักลงทุนบางท่านเผลอคิดไปว่ามันจะดีอย่างนั้นตลอดไป  ) แต่ในทางกลับกัน ในช่วงที่เศรษฐกิจมันย่ำแย่ หุ้นวัฏจักรก็ร่อแร่ และมักจะตกต่ำสุดๆ เช่นกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า “วัฏจักร” นั่นแหละครับ 

หุ้นวัฏจักร กับ หุ้นเติบโต ต่างกันอย่างไร? (Cyclical Stocks vs Growth Stocks)

หุ้นวัฏจักร กับ หุ้นเติบโต ต่างกันตรงที่ หุ้นเติบโตแม้ว่าจะอยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ แม้การเติบโตจะมีการชะลอตัวอยู่บ้าง แต่ผลประกอบการโดยรวมก็ยังคงสร้างกำไรออกมาอยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับหุ้นวัฏจักรแล้วจะมีการผันผวนตามสภาพเศรษกิจสูงมากๆ ยามเศรษฐกิจแย่ ก็อาจจะประสบกับการขาดทุนหนัก ซึ่งก็แน่นอนว่า ราคาหุ้นก็ลงหนักเช่นกัน แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นผลประกอบการกลับมาดี และธุรกิจกำลังอยู่ช่วง peak ก็จะมีกำไรสูงมาก จนสามารถเปลี่ยนจากขาดทุนมาเป็นกำไรในชนิดที่เหนือความคาดหมายกันเลยทีเดียว

ประเภทของหุ้นวัฏจักร

สามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักคือ

  1. หุ้นสินค้าสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ตัวอย่างเช่น น้ำมัน ปิโตรเคมี แร่เหล็ก แร่สังกะสี ถ่านหิน เรือ เป็นต้นครับ หุ้นแบบนี้จะมีวัฏจักร ขึ้นลง ตามอุปสงค์ อย่างการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และอุปทาน คือ จำนวนของผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ในอุตสาหกรรม เช่น การเพิ่มของจำนวนโรงกลั่นในธุรกิจปิโตรเคมี การเพิ่มขึ้นของจำนวนเรือในธุรกิจขนส่งทางทะเล เป็นต้นครับ
  2. หุ้นสินค้าหรือบริการที่มีความต้องการผันผวนตามสภาพเศรษกิจ ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ้มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รถยนต์ อิเลคทรอนิกส์ รวมไปถึง หุ้นธนาคาร บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ด้วยครับ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ชะลอการซื้อได้ และแต่ล่ะเจ้าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ทำให้ช่วงตกต่ำที่ผู้ผลิตมีเยอะ แต่ผู้ต้องการสินค้ามีน้อย(ชะลอการซื้อ) ทำให้มีการตัดราคากันได้ง่ายๆ

การลงทุนในหุ้นวัฏจักร

การเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรนั้นจังหวะการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากนี้จะต้องอาศัยการค้นคว้า ติดตามหุ้น และต้องมีความกล้าด้วย

การจะเลือกหุ้นวัฏจักร ให้ดูที่อุตสาหกรรม ที่มีแววว่ากำลังจะรุ่งก่อน หลังจากนั้นให้เลือกบริษัทที่เด่นๆ ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ที่มีความได้เปรี่ยบในการแข่งขันมากกว่าบริษัทอื่น เรียกว่ามีดีว่างั้นเถอะ 

จากนั้นให้สังเกตุค่า P/E ยิ่งถ้ามีค่าสูง มันบ่งบอกว่าถึงจุดต่ำสุดของวงรอบธุรกิจแล้ว เพราะราคาหุ้นสูงแต่มีกำไรต่อหุ้นต่ำ แสดงว่าความสามารถในการทำกำไรมันน้อยลงแล้ว เมื่อประกอบกับช่วงตกต่ำยาวนานและรุนแรง จะทำให้อุตสาหกรรมนั้นๆ มีกำไรน้อยลงเรื่อยๆ บริษัทที่ไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ก็จะอยู่ไม่ได้ ล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ เช่นกัน อาจจะดูเลวร้าย แต่มันหมายถึงอุปทานได้ลดลงไปด้วย หลังจากนั้นวงจรขาขึ้นก็จะกลับมา

ในทางกลับกัน ค่า P/E ต่ำ จะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงจุดสิ้นสุดของช่วงขาขึ้น ธุรกิจกำลังอยู่ช่วง peak มักจะมีกำไรที่สูงมากทำให้  P/E ต่ำ ในเมื่อกำไรสูง ก็มีบริษัทใหญ่น้อยเปิดตัวเข้ามาชิงส่วนแบ่งเป็นจำนวนมาก หรือผลิตสินค้าหรือบริการออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้อุปทานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่จุดสิ้นสุดของช่วงขาขึ้นในที่สุด ตัวอย่างเช่น ช่วงปิโตรเคมีบูมก็สร้างโรงกลั่นกันเป็นการใหญ่ กว่าจะเสร็จก็ล้นตลาดกันพอดี หรือ เศรษกิจดีการส่งออกบูม เรือขนส่ง ไม่พอ ก็ลงทุนสั่งต่อเรือกันเป็นการใหญ่ กว่าจะเสร็จได้ ก็เรือล้น เกินความต้องการกันพอดีอีกเช่นกัน 

จะเห็นได้ว่าจังหวะการลงทุนในหุ้นวัฏจักรเป็นเรื่องสำคัญมาก เข้าถูกจังหวะก็วิ่งฉิวฟันกำไรได้ ในแบบที่ที่ว่าทิ้งหุ้นโตเร็วไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว แต่ถ้าพลาดล่ะก็ ต้องรอยาวกันเป็น 5-10 ปี กว่าที่ราคาหุ้นจะมาที่เดิม หุ้นวัฏจักรในตลาดหุ้นไทยก็มีให้เห็นอยู่หลายตัว ที่ชัดเจนก็หุ้นเดินเรือ อย่าง PSL และ TTA เป็นต้น

หุ้นวัฏจักร เป็นหุ้นที่ทำกำไรได้มากที่สุด จริงหรือ!

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า หุ้นวัฏจักร ในตลาดหุ้นไทย เป็นหุ้นที่ทำกำไรได้มากที่สุด จริงครับ แต่เราต้องมอง cycle ของธุรกิจนั้นๆ ให้ขาดด้วย เพราะการขึ้นลงที่รุนแรงของมัน ถือเป็นดาบสองคมต่อนักลงทุนอย่างเราเช่นกันครับ

ถ้านักลงทุนเข้าใจในวงจรของธุรกิจนั้นเป็นอย่างดี และเข้าลงทุนได้ถูกจังหวะ ก็จะสามารถทำกำไรได้มากมายเลยทีเดียว แต่ก็อย่าลืมว่า เมื่อธุรกิจกำลังอยู่ช่วง Peak จะขึ้นแรงแค่ไหน เมื่อธุรกิจเข้าสู่ขาลงก็ลงแรงเช่นกัน ดังนั้น อย่าหลงหุ้น ติดหุ้น จนคิดไปเองว่าหุ้นวัฏจักรจะยังให้ผลกำไรไปเรื่อยๆ นานๆ

2) การบริหารเงินทุน (portfolio Management) = บริหารหน้าตักเป็น (ประเภทหุ้นและถือเงินสด) เพื่อกระจายความเสี่ยง & รอโอกาสเป็น … ตรงนี้สามารถมองออกไปยัง ASSET อื่นๆ ด้วย

หลักการบริหารพอร์ตการลงทุน Money Management ต้องทราบข้อมูลดังต่อไปนี้

            1. เงินลงทุนที่เท่าไร
            2. ลงทุนในอะไร เพราะการบริหารพอร์ตการลงทุนแต่ล่ะแบบจะแตกต่างกันออกไปจึงจำเป็นต้องทราบก่อนว่าเรากำลังจะลงทุนในอะไร
            3. สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้กี่เปอร์เซ็น เพื่อเป็นการกำหนดจุด stop loss เมื่อตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้
            4. จุดขายทำกำไรเท่าไร เพื่อกำหนดจุดขายทำกำไรก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงข้าม

3) จังหวะการลงทุน (Timing) = หุ้นจะดีแค่ไหน เราก็ต้องพยายามซื้อตอนราคามันถูกหรือเหมาะสม

https://wealthmeup.com/

4) จิตวิทยาการลงทุน (Investing Psychology) = เรื่องหุ้นคือความโลภและความกลัวผสมอยู่ไม่น้อย ถ้าเราเข้าใจเราจะนิ่งไม่วิตกกังวลตามตลาดมากนัก

“จิม โรเจอร์” คือ นักลงทุนที่ได้รับสมญานามว่า “อินเดียน่า โจนส์ แห่งวอล์สตรีท” เขาเคยจัดตั้งกองทุน Hedge Fund ชื่อว่า Double Eagles คู่กับจอร์จ โซรอส แต่ด้วยแนวทาง วิถีคิดที่แตกต่างกันทำให้จิมแยกตัวออกมาจัดตั้งกองทุน Hedge Fund เป็นของตัวเอง

จิตวิทยาลงทุนของ “จิม โรเจอร์”

สำหรับจิตวิทยาการลงทุนของนักลงทุนท่านนี้ที่ผมเองก็พยายามเรียบเรียงจากการศึกษาแนวคิดการลงทุน หรือการเทรดสินค้าทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ นั้นพบว่าเขามีแนวคิดการลงทุนที่เราน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้

            ประการแรก “นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักไม่ซื้อขายบ่อยครั้ง”

เขาบอกว่าการซื้อขายบ่อยครั้งเกินไปนอกจากเราต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่แสนแพงแล้ว จะทำให้จิตใจของนักเทรดแกว่งเอาได้ง่าย ๆ สังเกตคนที่ชอบเทรดหุ้นถี่เกินไป มักจะเสพติดการซื้อขายหุ้น และหลายครั้งการซื้อขายก็ทำความเสียหายให้กับพอร์ตการลงทุนของเขาอย่างไม่มีวันหวนกลับมาดังเดิม

            ประการที่สอง “ถ้าอยากทำเงินให้ได้มาก ๆ อย่ากระจายความเสี่ยง”

คำสอนของทฤษฎีการลงทุนที่สอนนักการเงินกันทั่วโลกมักจะชอบให้เรากระจายความเสี่ยง ไม่ชอบให้เราใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว แต่สำหรับเขาแล้วการใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียวถ้าเรามั่นใจถือเป็นเรื่องดี และเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่งคั่งมากกว่าการกระจายความเสี่ยงแบบเบี้ยหัวแตก

            ประการที่สาม “อย่าใช้เหตุผลมากเกินไป จนพลาดตลาดกระทิงรอบใหม่”

โดยปกติแล้วตลาดกระทิงมักจะยาวนานกว่าตลาดหมี (ตลาดกระทิงหมายถึง ช่วงที่หุ้นขึ้นอย่างร้อนแรง ส่วนตลาดหมีหมายถึงช่วงที่ตลาดหุ้น ซบเซา) ดังนั้นหากเราใช้เหตุผลมากเกินไปในการตัดสินใจซื้อหุ้น เราอาจจะต้อง “ตกรถ” หรือพลาดตลาดกระทิงรอบใหม่ และอาจเป็นรอบใหญ่กว่าที่เราคิดก็ได้ครับ

            ประการที่สี่ “มวลชนคิดผิดเสมอ”

สำหรับข้อคิดในข้อนี้เขาให้เราทำตรงข้ามกับตลาด ซึ่งนี่เป็นจิตวิทยาการลงทุนที่ทำได้ยากสำหรับนักลงทุน โดยเขามักจะเข้าไปช้อนซื้อหุ้นตอนที่ทุกคนในตลาดหุ้นกำลังตกใจกลัว และจะขายหุ้นไปตอนที่ทุกคนรู้สึกดี คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องฝืนความรู้สึกอย่างมาก และมีน้อยคนจริง ๆ ที่ทำได้ และประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

            ประการสุดท้าย “จงคิด และตัดสินใจด้วยตัวเอง”

นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะชอบฟังนักวิเคราะห์ และคล้อยตามแบบง่าย ๆ เกินไป การลงทุนซื้อหุ้นที่ใช้เหตุผลของคนอื่นมักจะทำให้เราลังเลใจในภายหลัง การตัดสินใจจากข้อมูลที่หามา และคิดขุดด้วยตนเอง เป็นการตัดสินใจที่หนักแน่นกว่า และจะเกิดความลังเลตามมาน้อยกว่ามากสำหรับมุมมองของเขา

ข้อสรุปก็คือ … เราจะเห็นได้ว่าการคิด การลงทุนของเซียนหุ้น และการจับใช้จิตวิทยาการลงทุนของเซียนหุ้นนั้นมีอะไรที่คล้าย ๆ กันในหลายคน ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ทำจริงอาจจะไม่ง่าย มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และความหนักแน่นในใจแต่ละคนที่ไม่เท่ากันนั่นแหละครับ

One Reply to “ความรู้ 4 ด้าน การลงทุนหุ้น”

  1. สำหรับการลงทุนหุ้นนั้น “ความรู้ในการลงทุน” เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ การตัดสินใจที่เด็ดขาด และมีจิตวิทยาการลงทุนที่มากพอ คือ กล้าที่จะซื้อหุ้นตอนที่ทุกอย่างยังดูไม่ดี แต่ในอนาคตจะดีขึ้น สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินที่คน ๆ หนึ่งจะทำได้ หากเราทำได้เท่ากับเราสอบผ่านการเป็นนักลงทุนได้ระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *